วิดีโอแนะนำ
Credit: 10 Vitamins You Should NEVER Take
วิธีการเปิด ซับไตเติล กดเล่นวิดีโอ หมุนโทรศัพท์ให้อยู่ในแนวนอน มองหา CC แล้วเลือก ภาษาไทย
10 วิตามินและแร่ธาตุที่ควรหลีกเลี่ยง
วิตามินเอสังเคราะห์ (Synthetic Vitamin A)
วิตามินเอสังเคราะห์ในชื่อ เรตินิล ปาล์มิเตต (retinyl palmitate) หรือ เรตินิล อะซิเตท (retinyl acetate) ร่างกายจะเปลี่ยนให้เป็นวิตามินเอในรูปแบบที่ใช้งานได้ไม่ดีนัก ทำให้เกิดการสะสมที่ตับและเซลล์ไขมันจนอาจเป็นพิษได้ การได้รับวิตามินเอสังเคราะห์มากเกินไปในระหว่างตั้งครรภ์ อาจเพิ่มความเสี่ยงให้ทารกพิการแต่กำเนิด อีกทั้งยังรบกวนการทำงานของวิตามินดีและเค 2 ทำให้กระดูกบางและเสี่ยงต่อกระดูกหักมากขึ้น นอกจากนี้ เมื่อวิตามินเอสังเคราะห์ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสัมผัสกับรังสียูวี ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงของสารก่อมะเร็งได้อีกด้วย
แหล่งวิตามินเอธรรมชาติ: ไข่แดง, ตับ, และน้ำมันตับปลา
เบต้าแคโรทีนสังเคราะห์ (Synthetic Beta-Carotene)
เบต้าแคโรทีนไม่ใช่รูปแบบที่ใช้งานได้ทันทีของวิตามินเอ แต่ต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนในร่างกายก่อน เบต้าแคโรทีนสังเคราะห์นั้นผลิตมาจากปิโตรเลียมหรือถ่านหิน จากผลการศึกษาพบว่าเบต้าแคโรทีนสังเคราะห์เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอดในผู้ที่สูบบุหรี่ถึง 18% เนื่องจากปอดของผู้สูบบุหรี่มีความอ่อนแอและเสียหายอยู่แล้ว สารสังเคราะห์นี้จึงอาจเข้าไปกระตุ้นเซลล์มะเร็งได้
แหล่งเบต้าแคโรทีนธรรมชาติ: แม้จะมีในแครอท แต่ต้องทานในปริมาณมากจึงจะได้วิตามินเอตามที่ร่างกายต้องการ
กรดโฟลิก (Folic Acid)
กรดโฟลิกคือวิตามินบี 9 สังเคราะห์ ซึ่งแตกต่างจากโฟเลตที่พบได้ในธรรมชาติ ประชากรราว 30-40% ทั่วโลกมียีนที่เรียกว่า MTHFR ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนกรดโฟลิกให้เป็นโฟเลตที่ร่างกายนำไปใช้ได้ผิดปกติ เมื่อร่างกายเปลี่ยนกรดโฟลิกไม่ได้ จะเกิดการสะสมและเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็ง รวมถึงกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
แหล่งโฟเลตธรรมชาติ: ผักใบเขียวเข้ม
วิตามินบี 12 สังเคราะห์ (Synthetic B12)
วิตามินบี 12 สังเคราะห์ หรือ ไซยาโนโคบาลามิน (cyanocobalamin) มีส่วนประกอบของไซยาไนด์อยู่เล็กน้อย ร่างกายดูดซึมได้ไม่ดีเท่าเมทิลโคบาลามิน (methylcobalamin) ซึ่งเป็นรูปแบบธรรมชาติ และยังคงอยู่ในร่างกายนานไม่เท่าอีกด้วย การเปลี่ยนวิตามินบี 12 สังเคราะห์ให้ใช้งานได้ต้องใช้กลูตาไธโอน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ หากบริโภควิตามินสังเคราะห์นี้มากเกินไป จะทำให้กลูตาไธโอนในร่างกายลดลง
แหล่งวิตามินบี 12 ธรรมชาติ: เนื้อแดง และตับ
แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate)
แคลเซียมคาร์บอเนตเป็นส่วนประกอบหลักในวิตามินรวมหลายยี่ห้อ ซึ่งเปรียบเสมือนการทานหินเข้าไป การบริโภคมากเกินไปอาจทำให้เกิดการสะสมตามหลอดเลือดแดงหรือไต และที่สำคัญคือเพิ่มความเสี่ยงของภาวะหัวใจวาย
แหล่งแคลเซียมธรรมชาติ: ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ชีส โยเกิร์ต คีเฟอร์ และผักใบเขียวบางชนิด
ธาตุเหล็ก (Iron)
ธาตุเหล็กในรูปแบบที่นิยมใช้ในอาหารเสริมคือ เฟอร์รัสซัลเฟต (ferrous sulfate) ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนและอาจเป็นอันตรายได้ ร่างกายไม่มีกลไกกำจัดธาตุเหล็กส่วนเกินออกไปได้ ยกเว้นการเสียเลือด เช่น การมีประจำเดือนหรือการบริจาคเลือด การมีธาตุเหล็กสะสมมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2, ปัญหาเกี่ยวกับตับ, โรคพาร์กินสัน และอัลไซเมอร์
แหล่งธาตุเหล็กธรรมชาติ: ตับ และเนื้อแดง
แมกนีเซียมออกไซด์ (Magnesium Oxide)
แมกนีเซียมออกไซด์เป็นรูปแบบราคาถูกที่ร่างกายดูดซึมได้เพียง 3% เท่านั้น หากทานในปริมาณมากเพื่อให้ได้แมกนีเซียมเพียงพอ ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้ เพราะมันจะดึงน้ำเข้าไปในลำไส้ใหญ่ และเมื่อท้องร่วงก็จะสูญเสียอิเล็กโทรไลต์ที่สำคัญออกไปอีก
รูปแบบแมกนีเซียมที่แนะนำ: แมกนีเซียมไกลซิเนต (magnesium glycinate) ซึ่งร่างกายดูดซึมได้ถึง 80-85% โดยไม่ทำให้ท้องร่วง
วิตามินดีสังเคราะห์ (Synthetic Vitamin D)
วิตามินดีสังเคราะห์ หรือ เออร์โกแคลซิเฟอรอล (ergocalciferol) (วิตามินดี 2) ผลิตโดยการฉายรังสียูวีใส่เชื้อราหรือยีสต์ ประสิทธิภาพในการเปลี่ยนเป็นวิตามินดีที่ออกฤทธิ์ได้นั้นไม่ดีเท่า D3 ซึ่งเป็นรูปแบบธรรมชาติ โปรตีนที่ทำหน้าที่ขนส่งวิตามินดีไปยังตับและไตจะจับกับวิตามินดี 2 ได้ไม่ดีเท่า D3 ทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่
แหล่งวิตามินดีธรรมชาติ: การได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ
ไขมันโอเมก้า 6 (Omega-6 Fats)
ร่างกายคนเราได้รับไขมันโอเมก้า 6 มากเกินความจำเป็นอยู่แล้ว ซึ่งเป็นไขมันที่กระตุ้นการอักเสบ สัดส่วนที่เหมาะสมของโอเมก้า 6 ต่อโอเมก้า 3 คือ 1:1 แต่คนส่วนใหญ่มีสัดส่วนโอเมก้า 6 สูงกว่าถึง 25 เท่า ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารเสริมที่มีโอเมก้า 6 เช่น กรดไลโนเลอิก (linoleic acid)
แหล่งโอเมก้า 3 ที่ดี: ปลา, น้ำมันตับปลา, และเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงด้วยหญ้า
ทองแดง (Copper)
แม้ว่าทองแดงจะเป็นแร่ธาตุที่จำเป็น แต่การได้รับในปริมาณที่มากเกินไปและในรูปแบบราคาถูกอาจเป็นพิษได้ ทองแดงที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะออกซิเดชัน, การอักเสบในสมอง, และการสะสมของพลัคแอมีลอยด์ (amyloid plaque) ที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ และยังอาจสะสมในสมองและตับได้อีกด้วย สัดส่วนที่เหมาะสมคือ สังกะสี 10 ส่วนต่อทองแดง 1 ส่วน
แหล่งทองแดงธรรมชาติ: หอย, ตับ, และดาร์กช็อกโกแลต
